| ข่าววงการไส้เดือน 
เลี้ยงไส้เดือนสีน้ำเงิน ตากแห้งส่งขายต่างประเทศ

การบ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ของดิน...คนโบราณจะดูปริมาณ ไส้เดือนดิน แล้วนำมาคำนวณให้เป็นมาตรที่สามารถบ่งบอกได้อย่างแม่นยำดีเยี่ยม
ไส้เดือน...ดัชนีวัดค่าของดินนี้ทั่วโลกมีอยู่หลาก หลายสายพันธุ์ หลายขนาด ซึ่งแล้วแต่ถิ่นที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อม และสายพันธุ์ที่มีการส่งเสริม ให้เพาะเลี้ยงมากที่สุดได้แก่ ไส้เดือนสี น้ำเงิน หรือ ไส้เดือนเอเชีย (Blue wom in dian Blue และ Malasian Blue) เป็นไส้เดือนเขตร้อน
ในบ้านเราจะพบตามธรรมชาติกระจัดกระจายตามพื้นที่อันกว้างใหญ่ อาศัยอยู่หน้าดิน มีลำตัวผอมแต่ยาว เมื่อโตเต็มที่ประมาณ 6 นิ้ว ลำตัวมีสีม่วงเข้มมองเห็นเป็นประกายสีน้ำเงิน มีการเคลื่อนไหวว่องไวมาก
ไส้เดือน จัดอยู่ในสัตว์จำพวกกินทั้งพืชและสัตว์ ซึ่งอาหารที่โปรดปรานชอนไชมากที่สุด ก็คือ เศษใบไม้ และพืชผัก นอกจากนี้มันยังกินซากของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่เน่าเปื่อย รวมทั้งสัตว์เล็กๆ อย่างแมลงและตัวอ่อนของแมลง เช่น หนอนเจาะลำต้นลองกอง หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนกระทู้หอม
...การ ชอนไช ที่หลายคนรู้สึกขยะแขยง กลับสร้างประโยชน์ด้วยการทำให้คุณสมบัติทางกายภาพของดินให้ดีขึ้น คือทำให้ดินโปร่งร่วนซุย ไม่แน่นทึบและแข็ง เกิดการถ่ายเทอากาศภายในดินดีขึ้น เพิ่มช่องว่างในดิน...
และอีกหนึ่งคุณค่า ไส้เดือน ยังสามารถนำไปใช้ช่วย กำจัดขยะ ว่ากันว่า จำนวนไส้เดือน 1,200 ตัว จะสามารถย่อยสลายขยะ 1 กก. โดยใช้เวลาเพียงแค่ 4 วันเท่านั้น และยังพบว่า ไส้เดือนจะมีสารเคมีบางชนิดช่วยในการรักษาโรคหัวใจ ทำให้หัวใจแข็งแรง
ในถิ่นแดนมังกร บนผืนแผ่นดินใหญ่จะเน้นอาหารในรูปแบบ โด๊ป เชื่อกันว่าใช้เป็นอาหารที่ใช้ บำรุงกำลัง ยาบำรุงทางเพศ แก้โรคช้ำใน ประเทศนิวซีแลนด์ ถือว่าเมนูอาหารที่ทำจากไส้เดือนดินเป็นอาหารที่หรูหราและแปลก แม้แต่ญี่ปุ่นก็เคยนำไส้เดือนดินมาทำพาย
ส่วนในบ้านเราที่เห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุดก็คือ การเลี้ยงเพื่อนำมาทำเป็นไส้เดือนตากแห้ง ป่นใช้เป็นส่วนผสมเพื่อนำมาใช้เลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจจำพวกสัตว์ปีก ปลา กบ และหมู เนื่องจากไส้เดือนมีโปรตีนที่สูงมาก
จากคุณประโยชน์ที่มากหลาย...ส่งผลให้ ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มทำอุตสาหกรรมเพาะพันธุ์ไส้เดือน เพื่อส่งออกอย่างจริงจัง โดยประเทศที่นำเข้าไส้เดือนมากที่สุดคือกลุ่มสหภาพยุโรป และจีน...ส่วนประเทศที่ส่งออกไส้เดือนมากที่สุดคือประเทศสหรัฐอเมริกา
สำหรับบ้านเราเริ่มหันมาเพาะพันธุ์เพื่อการส่งออกกันบ้างแล้ว... เพราะราคาส่งแห้งถูกๆก็ปาเข้าไปหลักพันแล้วละคุณขา.
ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 3 กรกฎาคม 2550
**************************************
นักวิจัย ม. เกษตร พบไส้เดือนยักษ์ เลี้ยงได้ ตัวใหญ่ โตเร็ว ลูกดก เหมาะเป็นอาหารสัตว์และกำจัดขยะ วันที่ : 20 ส.ค. 2549, 10:32:47 น.

รศ.ดร. สมชัย จันทร์สว่าง อาจารย์ประจำภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เริ่มศึกษาและทดสอบการเลี้ยงไส้เดือนแอฟริกาในประเทศไทย ณ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ทดลองของภาควิชาสัตวบาล มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 จนได้ผลเป็นที่แน่ใจแล้วว่าไส้เดือนชนิดนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ จึงได้เผยแพร่ไส้เดือนชนิดนี้ให้แก่เกษตรกรนักสิ่งแวดล้อมและผู้ในใจการเลี้ยงไส้เดือนโดยทั่วไป และปัจจุบันไส้เดือนแอฟริกาได้รับความนิยมอยู่ในกลุ่มคนเลี้ยงไส้เดือนเพื่อการค้า และผู้ที่มีที่หัวก้าวหน้า รวมทั้งชาวต่างประเทศที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยจำนวนหนึ่ง ไส้เดือนแอฟริกา เป็นไส้เดือนที่อาศัยอยู่หน้าดิน (soil surface dwelling species) กินอาหารที่เป็นอินทรียวัตถุทุกชนิด เช่น มูลสัตว์ เศษอาหาร เศษเหลือทางการเกษตรและเศษผักหญ้า และใบไม้ในปริมาณสูงมากต่อวัน เมื่อไส้เดือนชนิดนี้หลุดลงไปในดิน จึงไม่สามารถเจริญเติบโตและอยู่รอดได้ในสภาพธรรมชาติโดยทั่วไป ดังนั้นการเลี้ยงดูต้องมีการควบคุมปัจจัยการเลี้ยงที่เหมาะสมและให้อาหารมาก สามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วและให้ลูกมาก ไส้เดือนชนิดนี้ได้รับความนิยมนำเข้าไปเลี้ยงในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก จากการเก็บข้อมูลการเลี้ยงไส้เดือนแอฟริกาที่ภาควิชาสัตวบาลพบว่า ไส้เดือนชนิดนี้เป็นไส้เดือนขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาไส้เดือน 6 ชนิดที่นิยมเลี้ยงกันโดยทั่วไป มีขนาดเมื่อโตเต็มที่ยาว 12 นิ้ว น้ำหนัก 1.8 กรัมต่อตัว มีจำนวนปล้องโดยทั่วไป 188-297 ปล้อง ไส้เดือนแอฟริกาผลิตไข่ซึ่งเป็นโคคูน 3.6 ใบต่อสัปดาห์ เปอร์เซ็นต์ฟัก 80 เปอร์เซ็นต์ ให้ลูกเฉลี่ย 2.3 ตัวต่อโคคูน ใช้เวลาที่ไข่ฟัก 2-3 วันถึง 2 สัปดาห์ เจริญเติบโตจากตัวอ่อนถึงเป็นหนุ่มสาว (เริ่มมีไคลเทลลัม หรือปลอกเนื้อ) ในระยะเวลา 1 เดือนถึง 2-3 เดือน ขึ้นอยู่กับคุณภาพของอาหารที่ใช้เลี้ยง แลระยะจากไข่ถึงเป็นหนุ่มสาวใช้เวลา 40 วันถึง 3-4 เดือน
การศึกษาทางสัณฐานวิทยาลักษณะภายนอกและภายในของไส้เดือนแอฟริกาของ น.ส. สุพาภรณ์ ดาดง นิสิตปริญญาโท ภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า ไส้เดือนแอฟริกามีลำตัวขนาดใหญ่ ลำตัวมีสีเทาอมม่วง มองเห็นเป็นประกายสีน้ำเงินสวยงาม ลำตัวด้านท้องแบนเล็กน้อยและมีสีซีดกว่าด้านหลัง ไคลเทลลัมสีขาวขุ่นอยู่ปล้องที่ 13-17 ช่องเพศเมียอยู่บริเวณปล้องที่ 13 ช่องเพศผู้วางตัวอยู่ระหว่างปล้องที่ 17 และ 18 ไม่มีช่องหลัง (dorsal pore) อัณฑะวางอยู่บริเวณผนังกั้นระหว่างปล้องที่ 10 กับ 11 และ 11 กับ 12 ถุงเก็บอสุจิอยู่ปล้องที่ 12 และ 13 รังไข่อยู่ระหว่างปล้องที่ 13 และ 14 ถุงรับอสุจิมี 2 คู่ วางตัวอยู่บริเวณปล้องที่ 10 และ 11 ไส้เดือนแห้งป่นมีส่วนประกอบของโปรตีนประมาณ 62 เปอร์เซ็นต์ และโปรตีนมีส่วนประกอบของกรดอมิโนที่จำเป็นอยู่ครบสมบูรณ์ มีส่วนประกอบของไขมันประมาณ 9 เปอร์เซ็นต์ และไขมันก็มีส่วนประกอบของกรดไขมันที่จำเป็นอยู่ครบ จึงเหมาะที่จะเลี้ยงเพื่อนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ทั้งในสภาพไส้เดือนเป็น เช่น ใช้เลี้ยงปลาสวยงามและเป็นเหยื่อตกเบ็ดที่ปลาชอบและไม่มีกลิ่นคาวไส้เดือนติดมือ และในสภาพไส้เดือนแห้งป่นทดแทนปลาป่นและกากถั่วเหลืองป่น ซึ่งถ้าเป็นการเลี้ยงไส้เดือนเพื่อวัตถุประสงค์ข้อนี้ไส้เดือนแอฟริกาก็เป็นชนิดของไส้เดือนที่เหมาะสมมากที่สุด เพราะมีขนาดตัวใหญ่ เจริญเติบโตได้รวดเร็ว ให้ลูกมาก และกินอาหารได้มาก ทำให้เกิดประโยชน์ด้านอื่นไปพร้อม ๆ กันด้วย คือ กำจัดขยะอินทรีย์ และการผลิตปุ๋ยหมักจากไส้เดือนที่มีคุณภาพสูง
สำหรับไส้เดือนแอฟริกา มีชื่อสามัญ African Nightcrawler มีชื่อวิทยาศาสตร์ Eudrilus eugeniae เป็นไส้เดือนชนิดหนึ่งจากไส้เดือนจำนวน 6 ชนิดที่นิยมเลี้ยงกันทั่วโลกในขณะนี้ เพื่อผลิตไส้เดือนเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงเป็นเหยื่อตกเบ็ด เพื่อกำจัดขยะอินทรีย์ และผลิตปุ๋ยหมัก ไส้เดือนแอฟริกาชนิดนี้มีกำเนิดในทวีปแอฟริกาตอนกลาง แต่ปัจจุบันมีการนำไส้เดือนชนิดนี้เข้าไปเลี้ยงในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา เม็กซิโก อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน ออสเตรเลีย และในทวีปเอเชีย เช่น ประเทศอินเดีย ฟิลิปปินส์ และไทย ในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีการเลี้ยงไส้เดือนเป็นการค้ามานาน มีมูลค่าทางการตลาดหลายล้านดอลลาร์ต่อปี ไส้เดือนแอฟริกาได้รับความนิยมใช้เป็นเหยื่อตกเบ็ดและขายได้ในราคาสูงเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับไส้เดือนชนิดอื่น ทั้งนี้เพราะไส้เดือนแอฟริกาตัวใหญ่เกี่ยวเบ็ดได้ง่าย ปลาชอบ และเลี้ยงได้ค่อนข้างยากในสหรัฐอเมริกา เพราะเป็นไส้เดือนจากเขตร้อน
ที่มา : จุไร เกิดควน. คอลัมน์ ริ่มไร่ปลายนา เดลินิวส์
|